We are quality accounting firm certified by the ministry of commerce.

ตัวอย่างแบบฟอร์มใบกํากับภาษี ปี 2557

Homeด้านภาษีอากรตัวอย่างแบบฟอร์มใบกํากับภาษี ปี 2557

ประกาศจากกรมสรรพากร

บังคับให้ใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อในใบกำกับภาษีเต็มรูปและรายงานภาษีแล้ว นอกจากนั้นยังกำหนดให้ใส่รายละเอียดเลขที่ของสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ออกใบกำกับภาษ๊ให้ชัดเจนอีกด้วย

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๑๙๖)
เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบกำกับภาษีตามมาตรา ๘๖/๔ (๘) แห่งประมวลรัษฎากร
http://www.rd.go.th/publish/48232.0.html

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๑๙๕)
เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบลดหนี้ตามมาตรา ๘๖/๑๐ (๗) แห่งประมวลรัษฎากร
http://www.rd.go.th/publish/48231.0.html

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๑๙๔)
เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา ๘๖/๙ (๗) แห่งประมวลรัษฎากร
http://www.rd.go.th/publish/48230.0.html

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๑๙๗)เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดทำรายงาน การลงรายการในรายงานการเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการลงรายงานภาษีซื้อตามมาตรา 87และมาตรา ๘๗/๓ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร
http://www.rd.go.th/publish/48233.0.html

 

ใบกำกับภาษีเต็มรูป, ใบเพิ่มหนี้, ใบลดหนี้
ให้เพิ่มข้อความ
รายการเกี่ยวกับผู้ซื้อ
     1. รายการเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ (ผู้ซื้อ)
2. รายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ (ผู้ซื้อ)
2.1 ผู้ซื้อเป็นสำนักงานใหญ่ ให้ระบุข้อความคำว่า “สำนักงานใหญ่”
2.2 ผู้ซื้อเป็นสาขา ให้ระบุข้อความว่า “สาขาที่ ..”

รายการเกี่ยวกับผู้ขาย
     3. รายการเกี่ยวกับสถานประกอบการของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการ (ผู้ขาย)
3.1 ผู้ขายเป็นสำนักงานใหญ่ ให้ระบุข้อความคำว่า “สำนักงานใหญ่”
3.2 ผู้ขายเป็นสาขา ให้ระบุข้อความว่า “สาขาที่ ..”


ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 197)
 รายงานภาษี

รายงานภาษีขาย
ให้เพิ่มข้อความ
1. รายการเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ (ผู้ซื้อ)
2. รายการสถานประกอบการของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ลงรายการของสถานประกอบการซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ หรือสาขาที่ ..

รายงานภาษีซื้อ
ให้เพิ่มข้อความ
1. รายการเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ (ผู้ขาย)
2. รายการสถานประกอบการของผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ให้ลงรายการของสถานประกอบการซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ ..
โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

ข้อสังเกต
- ข้อความที่ต้องเพิ่ม ใช้บังคับเฉพาะใบกำกับภาษีเต็มรูป, ใบเพิ่มหนี้ และใบลดหนี้ ไม่รวมถึงใบกำกับภาษีอย่างย่อ

- ผู้ประกอบการจดทะเบียน หมายถึง ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้ซื้อไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ในใบกำกับภาษีและรายงานภาษีจึงไม่ต้องเพิ่มข้อความรายการสถานประกอบการ “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่ ..”

- ข้อความที่ต้องเพิ่ม จะเขียนด้วยหมึก หรือตีพิมพ์ ก็ได้ แต่ไม่รวมถึง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบกำกับภาษี, ใบเพิ่มหนี้ และใบลดหนี้ (ผู้ขาย) ซึ่งต้องจัดทำตาม มาตรา 86 และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.86/2542 ข้อ 8.

ตัวอย่างรายงานภาษีขาย
ตัวอย่างรายงานภาษีซื้อ
documentTAX

ตัวอย่างแบบฟอร์มใบกํากับภาษี ปี 2557

[/blox_text]

ขยายเวลาการเพิ่มรายการในใบกำกับภาษี

โดย : สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ตามที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 194)ฯ (ฉบับที่ 195)ฯ (ฉบับที่ 196)ฯ และ (ฉบับที่ 197)ฯลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ เพิ่มเติมรายการเลขประจำตัว ผู้เสียภาษีอากรและรายการสถานประกอบการของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และเพิ่มเติมรายการสถานประกอบการของผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ในการจัดทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และในการลงรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขาย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป นั้นกรมสรรพากรได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ เพิ่มเติมรายการดังกล่าวข้างต้น ในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และในการลงรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขาย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป จึงขอนำมาเป็นประเด็นปุจฉา – วิสัชนา ดังนี้

ปุจฉา การยกเลิกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 194)ฯ (ฉบับที่ 195)ฯ (ฉบับที่ 196)ฯ และ (ฉบับที่ 197)ฯ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ดังกล่าวกระทำโดยวิธีใด

วิสัชนา การยกเลิกประกาศอธิบดีฯ ฉบับต่างๆ ดังกล่าว ได้มีการออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับต่างๆ ดังต่อไปนี้

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 (8) แห่งประมวลรัษฎากรฯ ยกเลิกประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 196)ฯ

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 200) เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 (7) แห่งประมวลรัษฎากรยกเลิกประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 194)ฯ

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 201) เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 (7) แห่งประมวลรัษฎากรยกเลิกประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 195)ฯ

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 202) เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดทำรายงาน การลงรายการในรายงานการเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการลงรายงานภาษีซื้อตามมาตรา 87 และมาตรา 87/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ยกเลิกประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 197)ฯ

ปุจฉา นอกจากการขยายกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายการอื่นใดอีกหรือไม่

วิสัชนา นอกเหนือไปจากการขยายกำหนดเวลาการใช้บังคับเกี่ยวกับการเพิ่มข้อความในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร การเพิ่มข้อความในใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร การเพิ่มข้อความในลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร และการเพิ่มข้อความในรายงานภาษีขาย และรายงานภาษีซื้อ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร รวมทั้งการระบุสำนักงานใหญ่ หรือสาขาของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และรายงานภาษีขายของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร รวมทั้งการระบุสำนักงานใหญ่ หรือสาขาของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ในรายงานภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ดังกล่าวแล้ว ยังกำหนดให้ชัดแจ้งว่าหากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ก็ไม่ต้องระบุข้อความดังกล่าวในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป แต่อย่างใด

ข้อความใหม่ในใบกำกับภาษี(1)

ตามที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199)เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 (8) แห่งประมวลรัษฎากรฯ ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ยกเลิกประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 196)ฯลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ เพิ่มเติมรายการเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและรายการสถานประกอบการของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และเพิ่มเติมรายการสถานประกอบการของผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ในการจัดทำใบกำกับภาษี โดยขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าว เป็นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป จึงขอนำมาเป็นประเด็นปุจฉา – วิสัชนา ต่อจากสัปดาห์ก่อนดังนี้

ปุจฉา การระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ไว้ในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปนั้นมีหลักเกณฑ์กำหนดไว้อย่างไร

วิสัชนา ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนระบุข้อความดังกล่าวโดยการตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

 

ปุจฉา มีหลักเกณฑ์ในการระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการของผู้ประกอบการจดทะเบียนในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปอย่างไร

วิสัชนา ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการของผู้ประกอบการ จดทะเบียนตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้ออกใบกำกับภาษี ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว ดังนี้

(1) กรณีสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียน เป็นสถานที่ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้ออกใบกำกับภาษี ให้ระบุข้อความ คำว่า “สำนักงานใหญ่” หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็นสำนักงานใหญ่ เช่น “สนญ” “HO” “HQ” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เพื่อแสดงว่าตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เป็นรหัสของสำนักงานใหญ่ ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวด้วย

(2) กรณีสถานประกอบการที่เป็นสาขาของผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นสถานที่ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้ออกใบกำกับภาษี ให้ระบุข้อความคำว่า “สาขาที่ ..” โดยเลขที่ของสาขาให้ระบุเลขที่สาขาตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น สาขาที่ 1 สาขาที่ 01 เป็นต้น หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็น “สาขาที่ ..” เช่น “Branch No. ..” “br. no. ..” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขจำนวนห้าหลักตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อแสดงว่าเป็นรหัสของ “สาขาที่ ..” เช่น 00001 ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวด้วย

(3) ข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตาม (1) และ (2) จะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

 

 

ข้อความใหม่ในใบกำกับภาษี(2)

ตามที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199)เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 (8) แห่งประมวลรัษฎากรฯ ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ยกเลิกประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 196)ฯ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ เพิ่มเติมรายการเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและรายการสถานประกอบการของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และเพิ่มเติมรายการสถานประกอบการของผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ในการจัดทำใบกำกับภาษี โดยขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าว เป็นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป จึงขอนำมาเป็นประเด็นปุจฉา – วิสัชนา ต่อจากสัปดาห์ก่อนดังนี้

 

ปุจฉา มีหลักเกณฑ์ในการระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปอย่างไร

 

วิสัชนา ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการต้องระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้นไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว สำหรับการจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จัดทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป ดังนี้

(1) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนระบุที่อยู่ของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เป็นที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในใบกำกับภาษี ให้ระบุข้อความคำว่า “สำนักงานใหญ่” หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็นสำนักงานใหญ่ เช่น “สนญ” “HO” “HQ” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เพื่อแสดงว่าตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เป็นรหัสของสำนักงานใหญ่ ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวด้วย

(2) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนระบุที่อยู่ของสถานประกอบการที่เป็นสาขาตามที่ปรากฏ ในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เป็นที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการใน ใบกำกับภาษี ให้ระบุข้อความคำว่า “สาขาที่ ..” โดยเลขที่ของสาขาให้ระบุเลขที่สาขาตามที่ปรากฏใน ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น สาขาที่ 1 สาขาที่ 01 เป็นต้น หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็น “สาขาที่ ..” เช่น “Branch No. ..” “br. no. ..” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขจำนวนห้าหลักตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อแสดงว่าเป็นรหัสของ “สาขาที่ ..” เช่น 00001 ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวด้วย

(3) ข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตาม (1) และ (2) จะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

 

ข้อความใหม่ในใบเพิ่มหนี้

ตามที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 200) เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 (7) แห่งประมวลรัษฎากรลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ยกเลิกประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 194)ฯลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ เพิ่มเติมในการจัดทำใบเพิ่มหนี้ โดยขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าว เป็นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป จึงขอนำมาเป็นประเด็นปุจฉา – วิสัชนา ดังนี้

 

ปุจฉา มีหลักเกณฑ์ในการระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปอย่างไร

 

วิสัชนา กรณีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จัดทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป และต่อมาได้ออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอ้างอิงใบกำกับภาษีฉบับดังกล่าว ต้องระบุข้อความดังต่อไปนี้ ไว้ในใบเพิ่มหนี้ด้วย

1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

2. ข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งเป็นผู้ออกใบเพิ่มหนี้ ดังนี้

(ก) กรณีออกใบเพิ่มหนี้โดยอ้างอิงใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุสถานประกอบการของผู้ออกใบเพิ่มหนี้เป็นสำนักงานใหญ่ หรือแสดงได้ว่าเป็นสำนักงานใหญ่ไว้ในใบกำกับภาษีนั้น ให้ระบุ ข้อความคำว่า “สำนักงานใหญ่” หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็นสำนักงานใหญ่ เช่น “สนญ” “HO” “HQ” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เพื่อแสดงว่าตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เป็นรหัสของสำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นสถานประกอบการของผู้ออกใบเพิ่มหนี้ตามที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นไว้ในใบเพิ่มหนี้ดังกล่าวด้วย

(ข) กรณีออกใบเพิ่มหนี้ได้ออกใบเพิ่มหนี้โดยอ้างอิงใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุสถานประกอบการของผู้ออกใบเพิ่มหนี้เป็น “สาขาที่ ..” หรือแสดงได้ว่าเป็น “สาขาที่ ..” ไว้ในใบกำกับภาษีนั้น ให้ระบุข้อความคำว่า “สาขาที่ ..” โดยเลขที่ของสาขาให้ระบุเลขที่สาขาตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น สาขาที่ 1 สาขาที่ 01 เป็นต้น หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็น “สาขาที่ ..” เช่น “Branch No. ..” “br. no. ..” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขจำนวนห้าหลักตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อแสดงว่าเป็นรหัสของ “สาขาที่ ..” เช่น 00001 ซึ่งเป็นสถานประกอบการของผู้ออกใบเพิ่มหนี้ตามที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นไว้ในใบเพิ่มหนี้ดังกล่าวด้วย

3. ข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ซื้อสินค้าหรือรับบริการซึ่งเป็นผู้รับใบเพิ่มหนี้ ดังนี้

(ก) กรณีใบเพิ่มหนี้ได้อ้างอิงใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้ระบุสถานประกอบการของผู้รับใบเพิ่มหนี้เป็นสำนักงานใหญ่ หรือแสดงได้ว่าเป็นสำนักงานใหญ่ไว้ในใบกำกับภาษีนั้น ให้ระบุข้อความคำว่า “สำนักงานใหญ่” หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็นสำนักงานใหญ่ เช่น “สนญ” “HO” “HQ” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เพื่อแสดงว่าตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เป็นรหัสของสำนักงานใหญ่ซึ่งเป็นสถานประกอบการของผู้รับใบเพิ่มหนี้ตามที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นไว้ในใบเพิ่มหนี้ดังกล่าวด้วย

(ข) กรณีใบเพิ่มหนี้ได้อ้างอิงใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุสถานประกอบการของผู้รับใบเพิ่มหนี้เป็น “สาขาที่ ..” หรือแสดงได้ว่าเป็น “สาขาที่ ..” ไว้ในใบกำกับภาษีนั้น ให้ระบุข้อความคำว่า “สาขาที่ ..” โดยเลขที่ของสาขาให้ระบุเลขที่สาขาตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น สาขาที่ 1 สาขาที่ 01 เป็นต้น หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็น “สาขาที่ ..” เช่น “Branch No. ..” “br. no. ..” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขจำนวนห้าหลักตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อแสดงว่าเป็นรหัสของ “สาขาที่ ..” เช่น 00001 ซึ่งเป็นสถานประกอบการของผู้รับใบเพิ่มหนี้ตามที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นไว้ในใบเพิ่มหนี้ดังกล่าวด้วย”

 

ตามที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 202)

เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดทำรายงาน การลงรายการในรายงานการเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการลงรายงานภาษีซื้อตามมาตรา 87 และมาตรา 87/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรลงวันที่ 26 ธ.ค.2556 ยกเลิกประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 197)ฯ ลงวันที่ 28 พ.ค.2556 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ และผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเพิ่มเติมในการจัดทำรายงานภาษีขาย โดยขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าว เป็นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2558 เป็นต้นไป จึงขอนำมาเป็นประเด็นปุจฉา – วิสัชนา ดังนี้

 

ปุจฉา มีหลักเกณฑ์ในการระบุข้อความรายการเกี่ยวกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและรายการสถานประกอบการของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในรายงานภาษีขาย และรายงานภาษีซื้ออย่างไร

 

วิสัชนา ในการจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อตามมาตรา 87 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องกำหนดให้มีรายการและข้อความอย่างน้อยตามแบบแนบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2558 เป็นต้นไป

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าหรือให้บริการ และผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการลงรายการเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและรายการสถานประกอบการของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ในรายงานภาษีขาย หรือของผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการ จดทะเบียน ในรายงานภาษีซื้อดังนี้

1. รายการเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ให้ลงรายการดังกล่าวเฉพาะกรณีการลงรายการสำหรับใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร หรือใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งออกให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

2. รายการสถานประกอบการ ให้ลงรายการของสถานประกอบการซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ หรือสาขาที่ .. ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน และเป็นสถานประกอบการที่ปรากฏตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร หรือใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ออกให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น แล้วแต่กรณี

รายการเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและรายการสถานประกอบการให้ลงรายการ ดังกล่าวสำหรับใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จัดทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2558 เป็นต้นไป และสำหรับใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร และใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ที่อ้างอิงใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้จัดทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2558 เป็นต้นไป

 

ข้อความใหม่ในใบลดหนี้

ตามที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 201)เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบลดหนี้ตามมาตรา 86/9 (7) แห่งประมวลรัษฎากรลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ยกเลิกประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 195)ฯ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ เพิ่มเติมในการจัดทำใบลดหนี้ โดยขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าว เป็นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป จึงขอนำมาเป็นประเด็นปุจฉา – วิสัชนา ดังนี้

 

ปุจฉา มีหลักเกณฑ์ในการระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในใบลดหนี้อย่างไร

 

วิสัชนา กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการและได้ออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นใบกำกับภาษีที่ได้จัดทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป และต่อมาได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอ้างอิงใบกำกับภาษีฉบับดังกล่าว ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบลดหนี้จะต้องระบุข้อความดังต่อไปนี้ ไว้ในใบลดหนี้ด้วย

(1) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

(2) ข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งเป็นผู้ออกใบลดหนี้ หรือของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ซื้อสินค้าหรือรับบริการซึ่งเป็นผู้รับใบลดหนี้ดังนี้

(ก) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ออกใบลดหนี้ ได้ออกใบลดหนี้โดยอ้างอิง ใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยใบกำกับภาษีดังกล่าวได้ระบุสถานประกอบการ ของผู้ออกใบลดหนี้เป็นสำนักงานใหญ่ หรือแสดงได้ว่าเป็นสำนักงานใหญ่ไว้ในใบกำกับภาษีนั้น ให้ระบุข้อความคำว่า “สำนักงานใหญ่” หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็นสำนักงานใหญ่ เช่น “สนญ” “HO” “HQ” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เพื่อแสดงว่าตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เป็นรหัสของสำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นสถานประกอบการของผู้ออกใบลดหนี้ตามที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้น ไว้ในใบลดหนี้ดังกล่าวด้วย

(ข) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ออกใบลดหนี้ ได้ออกใบลดหนี้โดยอ้างอิง ใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยใบกำกับภาษีดังกล่าวได้ระบุสถานประกอบการของผู้ออกใบลดหนี้เป็น “สาขาที่ ..” หรือแสดงได้ว่าเป็น “สาขาที่ ..” ไว้ในใบกำกับภาษีนั้น ให้ระบุข้อความคำว่า “สาขาที่ ..” โดยเลขที่ของสาขาให้ระบุเลขที่สาขาตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น สาขาที่ 1 สาขาที่ 01 เป็นต้น หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็น “สาขาที่ ..” เช่น “Branch No. ..” “br. no. ..” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขจำนวนห้าหลักตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อแสดงว่าเป็นรหัสของ “สาขาที่ ..” เช่น 00001 ซึ่งเป็นสถานประกอบการของผู้ออกใบลดหนี้ตามที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้น ไว้ในใบลดหนี้ดังกล่าวด้วย

 

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 196)

เรื่อง กำหนดข้อความอื่นในใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 (8) แห่งประมวลรัษฎากรนอกเหนือไปจากข้อความว่า “เอกสารออกเป็นชุด” “สาขาที่ออกใบกำกับภาษี คือ …” และ “เลขทะเบียนรถยนต์” ซึ่งมีผลใช้บังคับสำหรับใบกำกับภาษีที่ได้จัดทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไปจึงขอนำมาเป็นประเด็นปุจฉา – วิสัชนา ดังนี้

ปุจฉา ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ได้จัดทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป ต้องมีข้อความเพิ่มเติมในเรื่องใดบ้าง

วิสัชนา ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้จัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จัดทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป ต้องมีข้อความเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

1. ต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้ ทั้งนี้ โดยให้จัดทำเฉพาะกรณีที่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเป็นผู้ที่ต้องมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรตามมาตรา 3 เอกาทศ แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อ 7)

2. ระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว ดังนี้ (ข้อ 8)

(1) กรณีสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นสถานที่ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการนั้น ให้ระบุข้อความคำว่า “สำนักงานใหญ่”

(2) กรณีสถานประกอบการที่เป็นสาขาของผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นสถานที่ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการนั้น ให้ระบุข้อความคำว่า “สาขาที่ ..”

3. ในกรณีผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้นไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว ดังนี้ (ข้อ 9)

(1) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนระบุที่อยู่ของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เป็นที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการในใบกำกับภาษี ให้ระบุข้อความคำว่า “สำนักงานใหญ่”

(2) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนระบุที่อยู่ของสถานประกอบการที่เป็นสาขาตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เป็นที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการในใบกำกับภาษี ให้ระบุข้อความว่า “สาขาที่ ..”

ข้อความคำว่า “สำนักใหญ่” และ “สาขาที่ ..”ตามข้อ 2 และข้อ 3 จะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 196)

กำหนดข้อความอื่นในใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 จึงขอนำประเด็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ “ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป” มาเป็นประเด็นปุจฉา – วิสัชนา ดังนี้ครับ

ปุจฉา ใบกำกับภาษีมีกี่ชนิด อะไรบ้าง

วิสัชนา ตามนิยามศัพท์ คำว่า “ใบกำกับภาษี” ตามมาตรา 77/1 (22) แห่งประมวลรัษฎากรแบ่งออกเป็น 6 ชนิดดังนี้

1.ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร

2. ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร

3. ใบกำกับภาษีอย่างย่อที่ออกโดยเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ตามมาตรา 86/6 วรรคห้าแห่งประมวลรัษฎากร

4. ใบเพิ่มหนี้ ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร

5. ใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร

6. ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ส่วนราชการกรมสรรพากร กรมศุลกากร หรือกรมสรรพสามิตเป็นผู้ออกให้แก่ผู้ชำระหรือนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 86/14 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป คือ อะไร

วิสัชนาใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป คือ เอกสารหลักฐานที่สำคัญในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีข้อกำหนดตามกฎหมายให้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียน ต้องออกให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เพื่อแสดงให้ทราบว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ขายสินค้าหรือให้บริการ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมีมูลค่าเท่าใด คิดเป็นจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเรียกเก็บเป็นจำนวนเท่าใด โดยต้องออกในทันทีที่เกิดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าหรือการให้บริการนั้น ในเบื้องต้นก็คือ เมื่อมีการส่งมอบสินค้า หรือเมื่อมีการรับชำระค่าบริการ ซึ่งก็คือ “วัน เดือน ปี” ที่ระบุในใบกับภาษีแบบเต็มรูปนั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจะได้เรียกร้องใบกำกับภาษีหรือไม่ก็ตาม

ในด้านตรงกันข้ามกับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่ได้รับ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ท่านให้ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเป็นหลักฐานแสดงว่า ตนได้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนรายใดเป็นสินค้าหรือรับบริการ ชนิด หรือประเภทใดมีปริมาณ และมีมูลค่าเท่าใด มีจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ชำระหรือพึงต้องชำระเป็นจำนวนเท่าใด โดยให้นำภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการนั้น ไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียในแต่ละเดือนภาษี

ดังนั้น ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแต่ละฉบับจึงอาจมีจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของฐานภาษีตามใบกำกับภาษีนั้นในอัตราร้อยละ 7.0 คิดเป็นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีจำนวนตั้งแต่เป็น เศษสตางค์ จนถึงนับล้านๆ บาท จึงต้องมีข้อกำหนดให้รัดกุมที่ทางราชการจะสามารถกำกับให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนกันได้โดยง่าย

ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 196)

ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 แก้ไขเพิ่มเติมประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 39) ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2535 กำหนดข้อความอื่นเพิ่มเติมในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 (8) แห่งประมวลรัษฎากร จึงขอนำประเด็นปุจฉา – วิสัชนา ต่อจากสัปดาห์ก่อนดังนี้

ปุจฉา ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ต้องออกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ต้องมีรูปแบบอย่างไร

วิสัชนา ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปต้องมีรายการโดยครบถ้วนสมบูรณ์ ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยเฉพาะที่ต้องออกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 มีดังต่อไปนี้

1. คำว่า “ใบกำกับภาษี”โดยจะแสดงไว้ที่ส่วนใดของใบกำกับภาษีก็ได้

รายการคำว่า “ใบกำกับภาษี” นี้ต้องจัดทำขึ้นโดยการตีพิมพ์มาจากโรงพิมพ์ หรือจัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ กรณีที่ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปนั้นจัดทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ มิฉะนั้น ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจะนำไปใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้ ต้องให้ยกเลิกแล้วออกใหม่แทนฉบับเดิมเท่านั้น

2. ข้อความ “ชื่อ” “ที่อยู่”และ “เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร”ของผู้ประกอบการที่เป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ

(1) เกี่ยวกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรนั้น นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา ได้มีข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก ดังนี้

- สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยโดยได้จดแจ้งการประกอบกิจการในราชอาณาจักรต่อเจ้าพนักงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักตามหนังสือรับรองฯที่ออกให้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

- สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร ให้ใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ตามหลักฐานทะเบียนราษฎร

- กรณีอื่น ให้ผู้ต้องเสียภาษีอากรหรือผู้นำส่งภาษีอากร อาทิ ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่ติบุคคล นิติบุคคลอื่น รวมทั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และประกอบกิจการในประเทศไทยผ่านตัวแทน ให้ขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก ที่กรมสรรพากรออกให้

(2) รายการ “ชื่อ” “ที่อยู่”และ “เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร”นี้ต้องจัดทำขึ้นโดยการตีพิมพ์มาจากโรงพิมพ์ หรือจัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ กรณีที่ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปนั้นจัดทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ มิฉะนั้น ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจะนำไปใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้ ต้องให้ยกเลิกแล้วออกใหม่แทนฉบับเดิมเท่านั้น

อนึ่ง กรมสรรพากรได้กำหนดให้เพิ่มเติมข้อความใหม่ในใบกำกับภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป ซึ่งได้แก่ ข้อความว่า “สำนักงานใหญ่”หรือ “สาขาที่ …”ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ออกใบกำกับภาษี ซึ่งข้อความดังกล่าว โดยจะจัดทำให้มีขึ้นโดยการตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปต้องมีรายการโดยครบถ้วนสมบูรณ์ ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร

โดยเฉพาะที่ต้องออกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 นอกจากรายการ 1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” และรายการ “ชื่อ” “ที่อยู่” และ “เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร” มีดังต่อไปนี้

3. ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 มีการกำหนดให้เพิ่มข้อความใหม่ ดังนี้

(1) กรณีไม่ว่าผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม และเฉพาะกรณีที่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเป็นผู้ที่ต้องมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรตามมาตรา 3 เอกาทศ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เดียวกันก็ได้

(2) เฉพาะกรณีผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเป็น “ผู้ประกอบการจดทะเบียน” ให้ระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้นไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวว่าเป็น “สำนักใหญ่” และ “สาขาที่ ..”

ทั้งนี้ โดยข้อความที่กำหนดให้เพิ่มเติมขึ้นใหม่ทั้งสองรายการดังกล่าว จะจัดทำให้มีขึ้นโดยการตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองก็ได้

4. เลขที่ใบกำกับภาษีเป็นรายการที่ต้องจัดให้มีในใบกำกับภาษีทุกฉบับ ส่วนเล่มที่ของใบกำกับภาษีนั้น จะจัดให้มีหรือไม่ก็ได้

5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้า

6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง

7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี โดยทั่วไปได้แก่ วันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าหรือการให้บริการเกิดขึ้น

8. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด ซึ่งเป็นข้อความที่กำหนดให้มีอยู่ก่อนแล้ว ประกอบด้วย

(1) คำว่า “เอกสารออกเป็นชุด” ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนประสงค์จะจัดทำใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป รวมกับเอกสารทางการค้าอื่น เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ซึ่งมีจำนวนหลายฉบับอยู่ในชุดเดียวกัน และใบกำกับภาษีมิใช่เอกสารฉบับแรกของเอกสารดังกล่าว

ทั้งนี้ รายการคำว่า “เอกสารออกเป็นชุด” นี้ต้องจัดทำขึ้นโดยการตีพิมพ์มาจากโรงพิมพ์ หรือจัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ กรณีที่ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปนั้นจัดทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ มิฉะนั้น ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจะนำไปใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้ ต้องให้ยกเลิกแล้วออกใหม่แทนฉบับเดิมเท่านั้น

(2) ข้อความว่า “สาขาที่ออกใบกำกับภาษีคือ…” ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง และสถานประกอบการที่มิใช่สำนักงานใหญ่ได้นำใบกำกับภาษีของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

(3) ข้อความว่า “เลขทะเบียนรถยนต์” ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งประกอบกิจการสถานบริการน้ำมันได้ขายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือได้ขายสินค้าหรือให้บริการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรถยนต์ ที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

[/blox_column][/blox_row]

Written by

The author didnt add any Information to his profile yet

scholar accounting